วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ตัวอย่างคำในภาษาถิ่นอีสาน
คำ
ความหมาย
คำ
ความหมาย
กะปอม
กิ้งก่า
กะต้า
ตะกร้า
เกิบ
รองเท้า
ข่อย
ฉันผม
ข้อง
ติดคา
คึดฮอด
คิดถึง
จังซั่น
อย่างนั้น
จังซี่
อย่างนี้
จังได๋
อย่างไร
จั๊ก
รู้
จ้อย
ผอม
จือจือจำ
จำจดจำ
แซบอีหลี
อร่อยจริง ๆ
เซา
หยุด
ซวด ๆ
ปรบมือ
โดน
นาน
ด๊ะดาด
มากมาย
ตั๊วะ
โกหก
แถน
เทวดา
เทื่อ
ทีหนครั้ง
ท่ง
ทุ่ง
ทางเทิง
ข้างบน
เบิ่ง
ดู
บักเสี่ยว
เพื่อนเกลอ
บักหุ่ง
มะละกอ
บักสีดา
ฝรั่ง
ผู้ใด๋
ใคร
ฟ้าฮ่วน
ฟ้าร้อง
ม่วนม่วนหลาย
สนุกสนุกมาก
แม่น
ใช่
ย่าง
เดิน
ยามแลง
เวลาค่ำ
แลนหนี
วิ่งหนี
เว้าซื่อ ๆ
พูดตรงไปตรงมา
หนหวย
หงุดหงิด
อ้าย
พี่
เฮ็ดเฮ็ดเวียด
ทำทำงาน
ฮอดเถิงคิดฮอด
ถึงคิดถึง



ตัวอย่างคำในภาษาถิ่นเหนือ
คำ
ความหมาย
คำ
ความหมาย
กิ๋น
กิน
กาด
ตลาด
กาดมั่ว
ตลาดเช้า
กาดแลง
ตลาดเย็น
กะเลิบ
กระเป๋า
เกือก
รองเท้า
เกี้ยด
เครียด
ขนาด
มาก
ขี้จุ๊
โกหก
ขี้ลัก
ขี้ขโมย
เข
บังคับ
ขัว
สะพาน
คุ้ม
วัง
เคียด
โกรธ
ง่าว
โง่
จั๊ดนัก
มาก
จ้องกางจ้อง
ร่มกางร่ม
เชียง
เมือง
ตุง
ธง
ตุ๊เจ้า
พระ
เต้า
เท่า
เตี่ยวผ้าเตี่ยว
กางเกง
บะเขือส้ม
มะเขือเทศ
บะกล้วยแต้ด
มะละกอ
ป้อ
พ่อ
ปิ๊ก
กลับ
ไผ
ใคร
ผ้าหัว
ผ้าขาวม้า
ม่วน
สนุก
เมื่อย
เป็นไข้ไม่สบาย
เยียะ
ทำ
ละอ่อน
เด็ก
ลำ
อร่อย
สึ่งตึง
ซื่อบื้อ
หัน
เห็น
หื้อ
ให้
อุ๊ย
คนแก่
แอ่ว
เที่ยว
ฮัก
รัก
ฮู้
รู้


ความแตกต่างระหว่างภาษาไทยถิ่น
         ภาษาไทยถิ่นต่าง ๆ นั้น นอกจากจะมีลักษณะเหมือนกันแล้ว ยังมีความแตกต่างเกิดขึ้นระหว่างภาษาไทยถิ่นในเรื่องต่อไปนี้
         1. ลักษณะการออกเสียงแตกต่างกัน เช่น เสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ ตัวอย่างเช่น เสียงวรรณยุกต์กลาง-ขึ้น ( Mid rising tone) มีในภาษาถิ่นอีสาน แต่ภาษาไทยมาตรฐานไม่มีและหน่วยเสียงพยัญชนะควบกล้ำ ไม่มีภาษาถิ่นอีสาน แต่ในภาษาไทยมาตรฐาน มีทั้ง 12 หน่วยเสียง เป็นต้น
         2. ระบบคำแตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องคำศัพท์ เช่น
         2.1 คำลงท้าย ประโยคหรือวลี ใช้เฉพาะถิ่น
 ภาษาไทยมาตรฐาน ใช้ สิ นะ คะ ครับ
 ภาษาถิ่นใต้ ใช้ หา เล่า ตะ เหอ
ภาษาถิ่นอีสาน ใช้ เด้อ นอ แน แม
 ภาษาถิ่นเหนือ ใช้ เจ้า กอ อื่อ กา
        
         3. ระบบการสร้างคำ หรือไวยากรณ์ แตกต่างกัน ซึ่งอาจจะพบว่ามีการเรียงลำดับสลับกัน เช่น
 ภาษาถิ่นอีสานใช้ ตำส้ม ภาษาไทยมาตรฐานใช้ส้มตำ
ภาษาถิ่นใต้ใช้ พ่อหลวงพี่หลวง ภาษาไทยมาตรฐาน หลวงพ่อหลวงพี่
ภาษาถิ่นเหนือใช้ น้ำบ่อ ภาษาไทยมาตรฐานใช้ บ่อน้ำ


ประเภทของภาษาถิ่น
         การแบ่งภาษาถิ่นที่ใช้พูดกันในท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศไทยนั้น ถ้าแบ่งตามความแตกต่างของภูมิศาสตร์ หรือท้องที่ที่ผู้พูดภาษานั้น ๆ อาศัยอยู่ อาจแบ่งเป็น กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
         นอกจากภาษาราชการของชาวกรุงเทพฯ แล้ว เรายังสามารถได้ยินสำเนียงภาษาเหน่อของคนจังหวัดนครปฐม และสุพรรณบุรีด้วย
         เป็นภาษาที่มีสำเนียงการออกเสียงที่โดดเด่นน่ารักไม่เหมือนใคร เช่น คำว่า เดิ๋ก แปลว่า ดึกปวดต้อง แปลว่า ปวดท้องวันพู่ก หมายถึง พรุ่งนี้ตี๋น หมายถึง เท้า และมักลงท้ายประโยคพูดอย่างอ่อนหวานด้วยคำว่า เจ้า
         ก็มักเป็นคำหรือสำเนียงที่เราได้ยินคุ้นหู เช่นคำว่า ไปบ่ แปลว่า ไปหรือเปล่าชั่วโมง พูดว่า ซัวโมงข้างแรมพูดว่า เดือนดั๋บ ฯลฯ
         มักจะเป็นคำพูดห้วน ๆ สั้น ๆ เช่น คำว่า ตะกร้า พูดว่า กร้ากระทะ พูดว่า ทะถังน้ำ พูดว่า ทุงน้ำเมษายน พูดว่า เมษราวันพฤหัสบดี พูดว่า วันหัด เป็นต้น
         นอกจากนี้ยังมีภาษาถิ่นเฉพาะจังหวัด เช่น ที่จังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด มักมีคำสร้อยลงท้ายประโยคว่า ฮิ” เช่น ละครเรื่องนี้ใครเป็นนางเอกฮิ หรือ ก็มันไม่ชอบฮิ และภาษาถิ่นเมืองเพชรบุรีหรือภาษาเมืองเพชร ซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่มีสำเนียงเพี้ยนออกไปจากภาษาภาคกลาง กรุงเทพฯ โดยสำเนียงชาวเพชรบุรี จะมีลักษณะ เฉพาะตัวเป็นสำเนียงที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ หากจะฟังสำเนียงชาวเพชรบุรีแท้ ๆ จะอยู่ในเขตอำเภอบ้านลาด และอำเภอใกล้เคียง
         รูปแบบประโยคของภาษาเมืองเพชรมีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะการปฏิเสธจะใช้คำว่า ไม่” ตาม หลังคำกริยา และเปลี่ยนระดับเสียงคำกริยา เช่น กิ๊นไม่ (ไม่กิน) เอ๊าไม่ (ไม่เอา) มี้ไม่ (ไม่มี) ป๊วดไม่ (ไม่ปวด) นอกจากนี้ สำเนียงการออกเสียงสระยังมีลักษณะเฉพาะตัว เช่น คำว่า น้ำ ออกเสียงสั้นตามสระ-ำ ไม่นิยมออกเสียงยาวเป็น น้าม เหมือนคนกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังมีคำบางคำที่นิยมใช้กันในท้องถิ่นเพชรบุรีโดยเฉพาะ อาทิ คำว่า แมลงปอ พูดว่า แมงกระทุย แมงกระชุนชาม กะละมัง เรียกว่า ชาม กะละแม็งกะล่อน ชาวเพชรบุรีบางถิ่นออกเสียงควบกล้ำเป็น กล้อน” ไม่แยกพยางค์ ฯลฯ
         ในปัจจุบันสำเนียงเพชรได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเขตตัวเมือง เพราะมีการติดต่อกับผู้คนที่เดินทางผ่านหรือมาท่องเที่ยว รวมทั้งระบบการเรียนการสอนในโรงเรียน หากต้องการฟังสำเนียงเพชรแท้ ๆ ต้องไปฟังแถวชนบท

การกำหนดภาษาถิ่น


         การกำหนดภาษาหลัก หรือภาษาถิ่นนั้น นักภาษาศาสตร์จะพิจารณาคุณลักษณะในเชิงภาษาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ภาษาไทย และภาษาลาว ถือว่าต่างก็เป็นภาษาถิ่นของกันและกัน (อาจนับภาษาใดภาษาหนึ่งเป็นภาษาหลักก็ได้ โดยไม่มีนัยสำคัญทางภาษาศาสตร์) แต่เนื่องจากภาษาถิ่นทั้งสองอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของสองประเทศ โดยทั่วไปจึงถือว่าเป็นคนละภาษา
         แนวคิดในการจำแนกภาษาถิ่นนั้น มักพิจารณาจาก
         ลักษณะเชิงสังคม ซึ่งเป็นลักษณะแปรผันอย่างหนึ่งของภาษา ที่พูดกันในชนชั้นสงคมหนึ่งๆ
ภาษามาตรฐาน กำหนดมาตรฐานจากลักษณะการใช้งาน (เช่น มาตรฐานการเขียน)
ภาษาเฉพาะกลุ่ม
ภาษาสแลง
         หากลักษณะแปรผันของภาษาถิ่นนั้น เป็นเพียงลักษณะของเสียง ในทางภาษาศาสตร์จะเรียกว่า สำเนียง ไม่ใช่ ภาษาถิ่น ซึ่งในบางครั้งก็ยากที่จะจำแนกว่าภาษาในท้องถิ่นหนึ่งๆ นั้น เป็นภาษาย่อยของถิ่นหลัก หรือเป็นเพียงสำเนียงท้องถิ่นเท่านั้น

ความหมายของภาษาถิ่น
         ภาษาถิ่น คือ คำที่ใช้เรียกภาษาที่ใช้พูดกันในหมู่ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ต่างๆ กัน โดยมียังคงมีลักษณะเฉพาะที่สำคัญของภาษานั้น เช่น ภาษาไทย มีภาษาถิ่นหลายภาษา ได้แก่ ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นใต้ ภาษาถิ่นเหนือ และภาษาไทยกลาง หรือถิ่นกลาง เป็นต้น โดยทุกภาษาถิ่นยังคงใช้คำศัพท์ ไวยากรณ์ ที่สอดคล้องกัน แต่มักจะแตกต่างกันในเรื่องของวรรณยุกต์ เป็นต้น หากพื้นที่ของผู้ใช้ภาษานั้นกว้าง ก็จะมีภาษาถิ่นที่หลากหลาย และมีภาษาถิ่นย่อยๆ ลงไปอีก ทั้งนี้ภาษาถิ่นแต่ละถิ่น จะมีเอกลักษณ์ทางภาษาของตนด้วย ภาษาถิ่นนั้นมักเป็นเรื่องของภาษาพูด หรือภาษาท่าทาง มากกว่า


นิยามภาษาถิ่น
         ภาษาถิ่น หรือ ภาษาไทยถิ่น (Thai Dialect) ประกอบด้วยคำ คำ ได้แก่ คำว่า “ ภาษา ” “ ไทย ” และ “ ถิ่น " ซึ่งแต่ละคำพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ . ศ . 2525 ( พิมพ์ครั้งที่ พ . ศ . 2539) ได้ให้คำจำกัดความดังนี้
          ภาษา” น . เสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูด ถ้อยคำที่ใช้พูดกัน ; โดยปริยาย หมายถึง คนหรือชาติ ที่พูดภาษานั้น ๆ เช่น นุ่งห่มและแต่งตัวตาม ภาษา หรือหมายความว่า มีความรู้ ความเข้าใจ
          ไทย” [ ไท ] น . ชื่อประเทศ และชนชาติที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพรมแดน ติดต่อกับลาว เขมร มาเลเซีย และพม่า ชนชาติไทยมีหลายสาขาด้วยกัน เช่น ไทยใหญ่ ไทยดำ ไทยขาว ความมีอิสระในตัว ความไม่เป็นทาส
          “ถิ่น” น . ที่ แดน ที่อยู่ เช่น ถิ่นเสือ ถิ่นผู้ร้าย
         เมื่อนำคำทั้ง คำ มาเรียงเข้ากันเป็นกลุ่มคำหรือวลี จึงได้คำว่า ภาษาไทยถิ่น ซึ่งหมายถึงภาษาที่ใช้พูดติต่อสื่อสาร ตามท้องถิ่นต่าง ๆ สื่อความหมาย เข้าใจกันในท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งแต่ละถิ่นอาจพูดแตกต่างกันไปจากภาษาไทยมาตรฐาน ทั้งในด้านเสียง คำ และการเรียงคำบ้าง แต่ความหมายคงเดิม
         ภาษาไทยถิ่นที่พูดอยู่ตามท้องถิ่นของประเทศไทย ต่างก็เป็นภาษาถิ่นของ ตระกูลไทดั้งเดิม (Proto-Tai) ที่แตกต่างกันไป ถ้าหากถิ่นใดมีลักษณะทั่วไป ทางเสียง คำและความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกันก็จัดอยู่ในภาษาถิ่นนั้น ๆ